วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

เทคนิคการเล่นจิ้มสาย หรือการ Tapping


การเล่น tapping หรือการจิ้มเคาะสาย ซึ่งมีหลายแบบเช่นจิ้มด้วยมือซ้าย จิ้มด้วยมือขวา หรือใช้ทั้ง 2 มือใช้นิ้วหรือปิคจิ้ม เป็นต้นแทนใน tab ด้วย T เหนือโน๊ตที่จะจิ้มนั้น ซึ่งการเล่นเทคนิคนี้มักต้องอาศัยเทคนิคการเล่น hammer on และ pull off ประกอบด้วยเสมอ นอกจากนี้ยังอาจมีการใช้เทคนิคอื่นร่วมอีกด้วยเช่น การดันสาย การสไลด์ เป็นต้น การเล่น tapping มีหลาย ๆ ลักษณะของการจิ้ม นิ้วและมือที่ใช้เป็นต้น

    1.การจิ้มด้วยมือขวาและมือขวาเดินเมโลดี้

   ex. 1
tap1.gif (4624 bytes)
   จากตัวอย่างข้างบน จะมีโน๊ตยืนคือช่อง 7 สาย 1 ซึ่งเราจะกดด้วยนิ้วมือซ้าย และนิ้วมือขวาอาจจะเป็นนิ้วชี้หรือนิ้วกลางก็ได้ใช้จิ้มสาย และเดินเมโลดี้ เช่นจากตัวอย่าง เล่นโดย

            1. ดีดสาย 1 ช่อง 7

            2. จิ้มนิ้วมือขวาลงที่ช่อง 12 สาย 1 แล้วปล่อยนิ้วออกพูล ออฟ ไปหาช่อง 7   จังหวะที่ปล่อยนิ้วให้ใช้ปลายนิ้วเกี่ยวสายเล็กน้อยเพื่อให้ได้เสียงที่ชัดเจน

            3. เหมือนข้อ 2 แต่เปลี่ยนตำแหน่งที่จิ้มสายไปเรื่อย ๆ

    2.การจิ้มด้วยมือขวาและมือซ้ายเดินเมโลดี้

    ex. 2
tap2.gif (4167 bytes)
จากตัวอย่างข้างบน จะมีโน๊ตยืนคือช่อง 12 สาย 1 ซึ่งเราจะจิ้มด้วยนิ้วมือขวา และนิ้วมือซ้ายจะเป็นเปลี่ยนตำแหน่งที่กดสาย และเดินเมโลดี้ เช่นจากตัวอย่าง เล่นโดย

            1. จิ้มนิ้วมือขวาลงที่ช่อง 12 สาย 1 แล้วปล่อยนิ้วออกพูล ออฟ ไปหาช่อง 5 (ที่เรากดรอไว้ก่อน)   จังหวะที่ปล่อยนิ้วให้ใช้ปลายนิ้วเกี่ยวสายเล็กน้อยเพื่อให้ได้เสียงที่ชัดเจน

            2. เหมือนข้อ 2 แต่เปลี่ยนตำแหน่งที่นิ้วมือขวากดสายไปเรื่อย ๆ

    3. การจิ้มด้วยมือขวาและเดินเมโลดี้ทั้ง 2 มือ

    ex. 3
tap4.gif (4324 bytes)
   จากตัวอย่างข้างบน จะไม่มีโน๊ตยืนแต่จะมีการเปลี่ยนตำแหน่งของมือขวาและมือซ้ายไปเรื่อย ๆ จากตัวอย่างเล่นได้โดย

            1. จิ้มสายด้วยมือซ้าย 1 ช่อง 12 พูล ออฟโดยใช้ปลายนิ้วเกี่ยวสายเล็กน้อยไปหาช่อง 8 และปล่อยนิ้วมือขวาที่กดช่อง 8 พูล ออฟ ไปหาสายเปล่า(0) แล้วเล่นแฮมเมอร์ ออนโดยตบนิ้วมือขวาลงมาที่ช่อง 8 อีก แล้วเล่นจิ้มใหม่ที่ช่อง 12 พูล ออฟ ไปช่อง 8 สายเปล่า แฮมเมอร์ ออนมาที่ช่อง 8

            2. จิ้มสายด้วยมือซ้าย 1 ช่อง 10 พูล ออฟโดยใช้ปลายนิ้วเกี่ยวสายเล็กน้อยไปหาช่อง 7 และปล่อยนิ้วมือขวาที่กดช่อง 7 พูล ออฟ ไปหาสายเปล่า(0) แล้วเล่นแฮมเมอร์ ออนโดยตบนิ้วมือขวาลงมาที่ช่อง 7 อีก แล้วเล่นจิ้มใหม่ที่ช่อง 10 พูล ออฟ ไปช่อง 7 สายเปล่า แฮมเมอร์ ออนมาที่ช่อง 7

            3. เหมือนข้อ 2 แต่เปลี่ยนตำแหน่งที่จิ้มสายและกดสายไปเรื่อย ๆ

    4.การจิ้มด้วยมือซ้าย

    ex. 4
tap3.gif (3354 bytes)
จริง ๆ แล้วจะจิ้มด้วยมือขวาก็ได้เช่นกัน แต่จากตัวอย่างนี้เราจะลองใช้มือซ้าย วิธีเล่นคือ

            1. ดีดสายเปล่าเส้น 3

            2. แฮมเมอร์ ออน โดยจิ้มนิ้วมือซ้ายไปที่ช่อง 4 แล้วพูล ออฟโดยใช้ปลายนิ้วเกี่ยวสายเล็กน้อย ไปที่สายเปล่า

            3. เหมือนข้อ 2 แต่เปลี่ยนจุดที่จะจิ้มสายไปเรื่อย

    5.กาจิ้มสายโดยใช้ทั้ง 2 มือจิ้ม และใช้มากกว่า 1 นิ้วในการจิ้มเคาะสาย

            คือ การใช้นิ้วมือของทั้งมือซ้ายและมือขวาช่วยกันจิ้มเคาะสาย

   ex. 5
js1.gif (2094 bytes)
js2.gif (2047 bytes)
js3.gif (1982 bytes)

ตัวอย่างที่ 5 เป็นการใช้นิ้วมือขวาที่จับคอร์ดเคาะจิ้มสายก่อน ตามด้วยใช้นิ้วมือซ้ายเคาะจิ้มสาย โดยที่ตัว T ในวงกลมหมายถึงเป็นนิ้วมือขวา และตัว T ธรรมดาคือใช้นิ้วมือซ้าย ส่วนนิ้วที่ใช้ก็คงแล้วแต่จะวางถนัด ลองดูอีกตัวอย่างนึงจากเพลงเดียวกัน

 ex. 6
js4.gif (2589 bytes)
js5.gif (2550 bytes)
js6.gif (2629 bytes)
  ตัวอย่างที่ 6 นี้จะเคาะจิ้มสายพร้อมกันทีละ 2 นิ้ว ทั้ง 2 มือ เช่น ใน bar แรกใช้มือขวานิ้วชี้และนิ้วนางเคาะลงสาย 5 และ 3 ช่อง 5 และ 7 ตามลำดับ และตามด้วยมือซ้ายใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางเคาะลงบนสาย 4 และ 3 ในช่องที่ 20

            ตัวอย่างที่ 5 และ 6 เป็นแนวคิดนึงในการเคาะสายด้วย 2 มือและใช้มากกว่า 1 นิ้ว คราวนี้ลองมาดูแบบการใช้นิ้วทั้งมือซ้าย ขวา แต่ละนิ้วทั้ง 8 นิ้วช่วยกันจิ้มสาย ต่อไปเป็นตัวอย่างของ Jennifer Batten ซึ่งเล่นกีตาร์ให้กับ Michael Jackson มีชื่อว่า "Chromatic Fantasy" เพลงเก่าของ J.S. Bach

    ex. 7
jb1.gif (2614 bytes)
jb2.gif (2565 bytes)
jb3.gif (2649 bytes)
jb4.gif (2520 bytes)
สำหรับตัวอย่างที่ 7 นี้ค่อนข้างจะยากพอสมควร อาจจะเริ่มฝึกไปทีละ bar ก่อนช้า ๆ ให้แม่นก่อนจึงค่อยเพิ่มความเร็วและเปลี่ยนไป bar อื่นจนครบ สัณลักษณ์ที่ใช้นั้น ตัว T ด้านบน tab หมายถึงการจิ้มสายด้วยนิ้วมือขวา โดยบอกนิ้วที่จิ้มไว้เป็นตัวเลขที่อยู่ในวงกลมใต้โน๊ตที่มีตัว T และตัวเลขที่ไม่มีวงกลมก็คือนิ้วของมือขวานั่นเอง

หมายเหตุ : 1= นิ้วชี้ , 2 = นิ้วกลาง , 3 = นิ้วนาง , 4 = นิ้วก้อย

            6. การเคาะ ฮารืโมนิค หรือ Tapping Harmonic

            ปกติเวลาเราเล่นเสียงฮาร์โมนิคก็จะดีดสายนั้นแล้วแตะนิ้วมือไว้เหนือเฟร็ทที่จะให้เสียงฮาร์โมนิค เช่นเฟร็ท 5 ,7 หรือ 12 เป็นต้น แต่การ tapping harmonic จะใช้วิธีเอานิ้วมือขวาเคาะลงไปเหนือเฟร็ทนั้น ๆ แทน โดยเคาะแล้วก็ยกนิ้วออกเร็ว ๆ ก็จะให้เสียงฮาร์โมนิคเช่นกัน

            ส่วนหลักการหาตำแหน่งโน๊ตฮาร์โมนิคก็คือช่องที่กด + 5 , +7 หรือ + 12 เช่น เมื่อคุณกดสาย 2 ช่อง 2 เสียงฮาร์โมนิคที่จะเล่นได้(ชัดที่สุด) จะอยู่ที่ช่อง 2+5 = 7 , 2+7 = 9 และ 2+12 =14 เป็นต้น ซึ่งเป็นช่องที่คุณจะเคาะสายนั่นเอง ลองมาดูตัวอย่าง (ตัวเลขนอกวงเล็บเป็นช่องที่ใช้มือซ้ายกดสายบนคอกีตาร์ ส่วนตัวเลขในวงเล็บคือเฟร็ทที่ใช้นิ้วมือขวาเคาะ)

    ex. 8
th1.gif (1509 bytes)
เวลาเล่นคือ กดนิ้วมือซ้ายที่สาย 2 ช่อง 2 ส่วนจะดีดก่อนหรือไม่ก็ได้ จากนั้นจึงเคาะนิ้วมือขวาลงไปบนเฟร็ทที่ 7 , 9 และ 14 และในขณะเคาะสายควรจะเล่น vibrato หรือสั่นสายเอาไว้เพื่อเสียงที่ลากยาวขึ้น

    ex. 9
th2.gif (1537 bytes)
ex. 10
th31.gif (1628 bytes)

th32.gif (1482 bytes)
ตัวอย่างที่ 9 และ 10 เป็นการเล่น tapping harmonic กับคอร์ดในตัวอย่างที่ 9 หลักการเล่นก็เหมือนเดิม จับคอร์ดไว้แล้วเคาะจิ้มสายด้วยนิ้วมือขวา

    ex. 11
th4.gif (1655 bytes)
ตัวอย่างที่ 11 นี้จะมีการดันสายและสไลด์ร่วมด้วยในการเคาะฮาร์โมนิค ซึ่งการเล่นก็เหมือนเดิมทุกอย่าง เพียงแต่เมื่อเคาะสายแล้วก็ใช้มือซ้ายที่กดสายนั้นดันสายขึ้นไป หรือสไลด์ก็เช่นกัน

            หมายเหตุ.....นอกจากการเกี่ยวสายเล็กน้อยเมื่อยกนิ้วหลังจากจิ้มสายแล้ว เทคนิคในการจิ้มสายอีกอย่างคือถ้ามือซ้ายเป็นตัวยืนนิ้วที่กดควรจะเล่นเสียงสั่นไว้เพื่อให้เสียงที่ได้ยาวขึ้น และการขจัดเสียงรบกวนขณะจิ้มสาย โดยการใช้มือซ้ายเช่นใช้นิ้วกลางเป็นนิ้วกดและกางนิ้วชี้แตะสายอื่น ๆ ทั้งหมดเพื่อกันเสียงรบกวน หรือใช้สันมือของมือขวาแตะสายไว้ขณะที่จิ้มสาย















การเล่น sweep harmonic


ในคราวนี้จะเป็นหลักการฮาร์โมนิคสำหรับอาคูสติคกีตาร์........................................

ก่อนอื่นมารู้จักการใช้นิ้วกันก่อน

    * กรณีที่เล่นด้วยปิ๊คแบน (flat pick)

            นิ้วโป้ง และ นิ้วกลาง ใช้จับปิ๊คเพื่อดีดเล่นเสียงฮาร์โมนิค

            นิ้วชี้ ใช้แตะสายตรงเหนือเฟร็ต เพื่อเล่นเสียงฮาร์โมนิค

            นิ้วนาง ใช้เกี่ยวสายที่ไม่ใช่เสียงฮาร์โมนิค

    * กรณีที่ใช้ปิ๊คนิ้วโป้ง (thumb pick)

            นิ้วโป้ง ใชอดีดเล่นเสียงฮาร์โมนิค ด้วย thumb pick

            นิ้วชี้ ใช้แตะสายตรงเหนือเฟร็ต เพื่อเล่นเสียงฮาร์โมนิค

            นิ้วนาง ใช้เกี่ยวสายที่ไม่ใช่เสียงฮาร์โมนิค

                เอาล่ะเริ่มกันเลยดีกว่า กับแบบฝึกหัดแรก เราลองเล่นกับสายเปิดดูก่อน ที่ fret 12 ในการเล่นจะเป็นการเล่นสลับกันระหว่างฮาร์โมนิคและ open note การเล่นฮาร์โมนิคจะดีดด้วยปิ๊คแบน หรือ ปิ๊คนิ้วโป้ง โดยใช้ปลายนิ้วชี้แตะเหนือ fret 12 ส่วนเสียงของ open note หรือโน๊ตสายเปิดจะเล่นหรือดีดด้วยนิ้วนาง ลองดูตัวอย่าง พร้อมอธิบายการเล่นแต่ละโน๊ตเลย

    

แบบฝึกหัดที่ 1 :
sh-1.gif (2192 bytes)
  จังหวะที่ 1     เล่นเสียงฮาร์โมนิคบนสาย 6 ช่อง 12 (แตะนิ้วชี้ไว้เหนือ fret 12) ดีดด้วยปิ๊คแบน (ต้องจับปิ๊คด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วกลาง) หรือปิ๊คนิ้วโป้ง

           จังหวะที่ 2    เล่น open note บนสายเปล่าสาย 3 ดีดเกี่ยวด้วยนิ้วนาง

            จังหวะที่ 3     เล่นเสียงฮาร์โมนิคบนสาย 5 ช่อง 12 (แตะนิ้วชี้ไว้เหนือ fret 12) ดีดด้วยปิ๊คแบน (ต้องจับปิ๊คด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วกลาง) หรือปิ๊คนิ้วโป้ง

           จังหวะที่ 4    เล่น open note บนสายเปล่าสาย 2 ดีดเกี่ยวด้วยนิ้วนาง

            จังหวะที่ 5     เล่นเสียงฮาร์โมนิคบนสาย 4 ช่อง 12 (แตะนิ้วชี้ไว้เหนือ fret 12) ดีดด้วยปิ๊คแบน (ต้องจับปิ๊คด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วกลาง) หรือปิ๊คนิ้วโป้ง

            จังหวะที่ 6    เล่น open note บนสายเปล่าสาย 1 ดีดเกี่ยวด้วยนิ้วนาง

            จังหวะที่ 7     เล่นเสียงฮาร์โมนิคบนสาย 3 ช่อง 12 (แตะนิ้วชี้ไว้เหนือ fret 12) ดีดด้วยปิ๊คแบน (ต้องจับปิ๊คด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วกลาง) หรือปิ๊คนิ้วโป้ง

           จังหวะที่ 8   เล่น open note บนสายเปล่าสาย 1 ดีดเกี่ยวด้วยนิ้วนาง

            จังหวะที่ 9     เล่นเสียงฮาร์โมนิคบนสาย 4 ช่อง 12 (แตะนิ้วชี้ไว้เหนือ fret 12) ดีดด้วยปิ๊คแบน (ต้องจับปิ๊คด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วกลาง) หรือปิ๊คนิ้วโป้ง

           จังหวะที่ 10    เล่น open note บนสายเปล่าสาย 2 ดีดเกี่ยวด้วยนิ้วนาง

            จังหวะที่ 11     เล่นเสียงฮาร์โมนิคบนสาย 5 ช่อง 12 (แตะนิ้วชี้ไว้เหนือ fret 12) ดีดด้วยปิ๊คแบน (ต้องจับปิ๊คด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วกลาง) หรือปิ๊คนิ้วโป้ง

            จังหวะที่ 12    เล่น open note บนสายเปล่าสาย 3 ดีดเกี่ยวด้วยนิ้วนาง

            จังหวะที่ 13    เล่นเสียงฮาร์โมนิคบนสาย 6 ช่อง 12 (แตะนิ้วชี้ไว้เหนือ fret 12) ดีดด้วยปิ๊คแบน (ต้องจับปิ๊คด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วกลาง) หรือปิ๊คนิ้วโป้ง

          ต่อไปหลักอีกอย่างที่เราจะเอามาใช้คือการเล่น ฮาร์โมนิคเทียม คือการเล่นฮาร์โมนิคโดยบวกขึ้นไปอีก 12 เฟร็ตจากที่เรากดอยู่เช่นเรากดที่ช่อง 2 สาย 2 การเล่นฮาร์โมนิคเทียมจะต้องแตะนิ้วที่ช่อง 14 (12 + 2 = 14) แล้วดีดจึงจะได้เสียงฮาร์โมนิค นอกจากบวก 12 เฟร็ตแล้วที่ตำแหน่งบวก 19 (ซึ่งจะเป็นเสียงเดียวกับฮาร์โมนิคที่เฟร็ต 7)   เฟร็ตก็จะเกิดเสียงฮาร์โมนิคเช่นกัน ลองมาดูตัวอย่าง

  

  แบบฝึกหัดที่ 2 :
sh-2.gif (2088 bytes)
แบบฝึกหัดที่ 2 จะเหมือนกับแบบฝึกหัดที่ 1 ทุกอย่าง เพียงแต่เปลี่ยนจากเล่นสายเปิดมาจับเป็นคอร์ดรูป 9 คือ คอร์ด D9 ซึ่งคอร์ดในรูปนี้จะใช้บ่อยมากในการเล่น sweep harmonic   การจัชคอร์ดจะบาร์หรือทาบ 3 สายล่างด้วยนิ้วนาง และจับสาย 6 ด้วยนิ้วโป้ง(อ้อมคอกีตาร์มาจับ)......... วิธีการเล่น

            จังหวะที่ 1     เล่นเสียงฮาร์โมนิคบนสาย 6 ช่อง 5 (แตะนิ้วชี้ไว้เหนือ fret 12+5 = 17) ดีดด้วยปิ๊คแบน (ต้องจับปิ๊คด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วกลาง) หรือปิ๊คนิ้วโป้ง

           จังหวะที่ 2    เล่น note บนสาย 3 ดีดเกี่ยวด้วยนิ้วนาง

            จังหวะที่ 3     เล่นเสียงฮาร์โมนิคบนสาย 5 ช่อง 5 (แตะนิ้วชี้ไว้เหนือ fret 12+5 = 17) ดีดด้วยปิ๊คแบน (ต้องจับปิ๊คด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วกลาง) หรือปิ๊คนิ้วโป้ง

           จังหวะที่ 4    เล่น note บนสาย 2 ดีดเกี่ยวด้วยนิ้วนาง

            จังหวะที่ 5   เล่นเสียงฮาร์โมนิคบนสาย 4 ช่อง 4 (แตะนิ้วชี้ไว้เหนือ fret 12+4 = 16) ดีดด้วยปิ๊คแบน (ต้องจับปิ๊คด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วกลาง) หรือปิ๊คนิ้วโป้ง

           จังหวะที่ 6    เล่น note บนสาย 1 ดีดเกี่ยวด้วยนิ้วนาง

            จังหวะที่ 7     เล่นเสียงฮาร์โมนิคบนสาย 3 ช่อง 5 (แตะนิ้วชี้ไว้เหนือ fret 12+5 = 17) ดีดด้วยปิ๊คแบน (ต้องจับปิ๊คด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วกลาง) หรือปิ๊คนิ้วโป้ง

           จังหวะที่ 8    เล่น note บนสาย 1 ดีดเกี่ยวด้วยนิ้วนาง

            จังหวะที่ 9    เล่นเสียงฮาร์โมนิคบนสาย 4 ช่อง 4 (แตะนิ้วชี้ไว้เหนือ fret 12+5 = 16) ดีดด้วยปิ๊คแบน (ต้องจับปิ๊คด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วกลาง) หรือปิ๊คนิ้วโป้ง

            จังหวะที่ 10   เล่น note บนสาย 2 ดีดเกี่ยวด้วยนิ้วนาง

           จังหวะที่ 11    เล่นเสียงฮาร์โมนิคบนสาย 5 ช่อง 5 (แตะนิ้วชี้ไว้เหนือ fret 12+5 = 17) ดีดด้วยปิ๊คแบน (ต้องจับปิ๊คด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วกลาง) หรือปิ๊คนิ้วโป้ง

            จังหวะที่ 12    เล่น note บนสาย 3 ดีดเกี่ยวด้วยนิ้วนาง

            จังหวะที่ 13    เล่นเสียงฮาร์โมนิคบนสาย 6 ช่อง 5 (แตะนิ้วชี้ไว้เหนือ fret 12+5 = 17) ดีดด้วยปิ๊คแบน (ต้องจับปิ๊คด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วกลาง) หรือปิ๊คนิ้วโป้ง

              
มาต่อกันที่แบบฝึกหัดที่ 3 เลยดีกว่าคราวนี้เรามาดูการเล่นฮาร์โมนิคที่ต่างเฟร็ตกันบ้าง ซึ่งแพทเทินหลัก ๆ จะเหมือนกับ 2 ตัวอย่างข้างบนแต่จะต่างกันตรงที่มีการเล่นฮาร์โมนิคทั้งที่เฟร็ตที่ 12 และ 19 ผสมกันไปกับสายเปิดและคอร์ด

  

แบบฝึกหัดที่ 3 :
sh-3.gif (2331 bytes)
แบบฝึกหัดที่ 3 จะเล่นลักษณะเดียวกับ 2 แบบฝึกหัดแรกแต่เปลี่ยนจากจุดที่เป็นฮาร์โมนิคแท้ (natural harmonic) คือตัวเลขที่อยู่ในวงเล็บจะเล่นที่เฟร็ต 19 หรือแตะนิ้วชี้ที่เหนือเฟร็ต 19 ส่วนโน็ตที่กำกับว่า A.H. (artifitial harmonic) หรือฮาร์โมนิคเทียมให้เล่นหรือแตะนิ้วชี้ที่เหนือเฟร็ตที่บวก 12 เช่น 6 + 12 = 18 และ 7 + 12 = 19 เป็นต้น

                แบบฝึกหัดต่อไปนี้เป็นการนำเอาการเล่น pull off มาเพิ่มสีสันให้กับการเล่นฮาร์โมนิค โดยการทาบหรือ bar สายทั้ง 6 สายด้วยนิ้วชี้ซึ่งถ้าคุณรู้สึกว่ายังกดไม่แน่นพอให้เอานิ้วกลางมาช่วยกดทับอีกชั้นนึง และเราจะใช้นิ้วก้อยในการเล่น pull off ขั้นตอนการเล่นมีดังนี้

      

แบบฝึกหัดที่ 4 :
sh-4.gif (2492 bytes)
จังหวะที่ 1     เล่นเสียงฮาร์โมนิคบนสาย 6 ช่อง 7 (แตะนิ้วชี้ไว้เหนือ fret 12+7 = 19) ดีดด้วยปิ๊คแบน (ต้องจับปิ๊คด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วกลาง) หรือปิ๊คนิ้วโป้ง

            จังหวะที่ 2    เล่น note บนสาย 3 ดีดเกี่ยวด้วยนิ้วนาง

            จังหวะที่ 3     เล่นเสียงฮาร์โมนิคบนสาย 5 ช่อง 7 (แตะนิ้วชี้ไว้เหนือ fret 12+7 = 19) ดีดด้วยปิ๊คแบน (ต้องจับปิ๊คด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วกลาง) หรือปิ๊คนิ้วโป้ง

            จังหวะที่ 4    เล่น note บนสาย 2 ดีดเกี่ยวด้วยนิ้วนาง

            จังหวะที่ 5     เล่นเสียงฮาร์โมนิคบนสาย 4 ช่อง 7 (แตะนิ้วชี้ไว้เหนือ fret 12+7 = 19) ดีดด้วยปิ๊คแบน (ต้องจับปิ๊คด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วกลาง) หรือปิ๊คนิ้วโป้ง

            จังหวะที่ 6    เล่น note บนสาย 1 ดีดเกี่ยวด้วยนิ้วนาง

            จังหวะที่ 7     เล่นเสียงฮาร์โมนิคบนสาย 3 ช่อง 7 (แตะนิ้วชี้ไว้เหนือ fret 12+7 = 19) ดีดด้วยปิ๊คแบน (ต้องจับปิ๊คด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วกลาง) หรือปิ๊คนิ้วโป้ง

            จังหวะที่ 8     ใช้นิ้วก้อยกดลงที่สาย 1 ช่องที่ 9 ดีดเกี่ยวด้วยนิ้วนางแล้ว pull off โดยสะบัดนิ้วก้อยที่กดสายออกในลักษณะเกี่ยวสายแล้วปล่อย ไม่ใช่ยกนิ้วขึ้นเฉย ๆ

            จังหวะที่ 9     เล่นเสียงฮาร์โมนิคบนสาย 4 ช่อง 4 (แตะนิ้วชี้ไว้เหนือ fret 12+7 = 19) ดีดด้วยปิ๊คแบน (ต้องจับปิ๊คด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วกลาง) หรือปิ๊คนิ้วโป้ง

            จังหวะที่ 10     ใช้นิ้วก้อยกดลงที่สาย 2 ช่องที่ 9 ดีดเกี่ยวด้วยนิ้วนางแล้ว pull off โดยสะบัดนิ้วก้อยที่กดสายออกในลักษณะเกี่ยวสายแล้วปล่อย ไม่ใช่ยกนิ้วขึ้นเฉย ๆ

            จังหวะที่ 11      กลับไปเล่นจังหวะที่ 7 - 8 - 9 - 10 ใหม่วนไปมา ยิ่งทำได้เร็วและชัดเจน จะมีความไพเราะขึ้น

    

    แบบฝึกหัดที่ 5 :
sh-5.gif (2229 bytes)

สำหรับแบบฝึกหัดที่ 5 นี้จะมีการเปลี่ยนโน๊ตหรือเพิ่มโน๊ตเพื่อเพิ่มสีสันให้การกลุ่มโน๊ตทั้งหมดโดยการกดนิ้วหรือยกนิ้วลงบนสายต่าง ๆ ในระหว่างที่เรา sweep ขึ้นลง สำหรับแบบฝึกหัดนี้จะเล่น natural harmonic ที่ fret 12 โดยจังหวะแรกมีการกดนิ้วที่ช่องที่ 2 สาย 1 ในช่วง sweep ช่วงแรก และกดที่ช่องที่ 1 สาย 2 โดยปล่อยนิ้วที่กดช่อง 2 สาย 1 ในช่วงแรก ในการ sweep ช่วงที่ 2   ลักษณะการวางนิ้วเล่นก็เหมือนแบบฝึกหัดที่แล้ว ๆ มา

                    ทั้งหมดเป็นตัวอย่างคร่าว ๆ เพื่อให้รู้จักกับการเล่น sweep harmonic ซึ่งเป็นอีกเทคนิคนึงที่น่าสนใจ และสร้างเสียงที่แปลกใหม่ให้กับการเล่นกีตาร์ของเราได้มาก ซึ่งเล่นค่อนข้างจะยากเวลาอยู่ในเพลงจริง ๆและอาจจะเข้าใจยากพอสมควรโดยเฉพาะคนที่ยังไม่เคยได้ยินเทคนิคแบบนี้   ส่วนเพลงที่จะพบการเล่นแบบนี้ก็ลองไปหาชุด classic gas ของ tommy emmanuel ที่เป็นอัลบั้มแนะนำนั่นแหละมีหลาย ๆ เพลงที่เขาใช้เทคนิคนี้










การดันสายเหนือ (nut)


เมื่อพูดถึงการดันสายแล้วเพื่อน ๆ คงจะรู้จักกันบ้างแล้วก็คือดันสายกับนิ้วที่กดสายนั้น แต่การดันสายนี้เป็นการดันสายซึ่งจริง ๆ  (น่าเรียกว่ากดสายมากกว่า) กับสายซึ่งอยู่เหนือ nut ขึ้นไป ขั้นตอนการเล่นนั้นไม่ยากเลย

            1. ในขณะที่กดสายกีตาร์ที่ช่องใดหรือสายใดก็ตาม แล้วดีดสายนั้น

            2. เมื่อดีดแล้วให้เลื่อนมือขวาที่ดีดมากดสายที่ดีดนั้นบริเวณสายที่อยู่ระหว่าง nut กับลูกบิด (บริเวณกรอบเหลืองในรูป) ด้วยนิ้วกลางซึ่งไม่ได้จับปิค หรือนิ้วอื่นที่ถนัด

            3. หรือกรณีที่คุณดีดสายเปล่าคุณอาจจะใช้มือซ้าย นิ้วที่ถนัดในการดันสายที่เหนือ nut ก็ได้
  เทคนิคนี้จะทำให้เสียงสูงขึ้นคล้าย ๆ กับการดันสาย แต่จะมีลักษณะเสียงต่างกันเล็กน้อย และจะใช้ได้กับกีตาร์ที่ไม่มีตัวล็อคสายที่ nut เช่นกีตาร์ไฟฟ้า telecaster หรือ gibson เป็นต้น

            เพื่อน ๆ ลองไปฝึกเล่นดูนะคะถึงอาจจะไปได้ให้เสียงที่หวืือหวานัก แต่การที่เลื่อนมือมากดสายเหนือ nut นั้นก็ไม่ได้เห็นบ่อยนัก อาจจะทำให้เพื่อน ๆ คุณ ทึ่งก็ได้..........................................
trick-nb.gif (21284 bytes)

ตัวอย่างโน๊ตเเละการเกากีตาร์


คราวนี้ลองมาดูตัวอย่างซึ่งแสดงให้เห็นว่าเบสและเสียงสูงนั้นสามารถเล่นให้เข้ากันได้อย่างไรในสไตล์ของทราวิส โดยตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นการใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางสลับกันเกี่ยวสาย 2 และ 3ในขณะที่หัวแม่มือก็เดินเบสง่าย ๆ ที่สาย 4 และ 5 สลับกับสาย 6

หมายเหตุ : i = นิ้วชี้ , m = นิ้วกลาง , a = นิ้วนาง
travis1.gif (3263 bytes)
ตัวอย่างที่ 2 ลองสลับนิ้วกลางและนิ้วนาง และเล่นเบสเช่นเดิมคือสาย 4 สลับกับสาย 5 และ 6
travis2.gif (3252 bytes)
ต่อไปเราลองมาใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางดู ในการเล่นคอร์ด E ในตัวอย่างที่ 3
travis3.gif (3599 bytes)
ในตัวอย่างที่ 4 ต้องใช้นิ้วมากกว่า 1 นิ้วเพื่อเกี่ยวสายเสียงสูงสายเดิมเนื่องจากการเล่นโน๊ตครึ่งจังหวะจะได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้นกว่าการใช้นิ้วเดิมเล่น ซึ่งคุณอาจจะทดลองใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลาง หรือลองใช้นิ้วชี้กับนิ้วนางก็ได้ ทดลองฝึกดีดจนให้ได้เสียงที่ราบรื่นคล่องแคล่วแล้ว คุณจะได้เข้าใจว่าการดีดสลับนิ้วลักษณะนี้เป็นหลักสำคัญในการเล่นให้เร็วและราบรื่นในการเกาสายแบบทราวิส
travis4.gif (4428 bytes)
จากตัวอย่างแล้ว ๆ เป็นการฝึกใช้มือขวาทั้งหมด คราวนี้เราจะมาลองเพิ่มการเคลื่อนไหวของมือซ้ายร่วมกับการเกาสายของมือขวาบ้าง เพื่อการไล่เสียงหรือการกระจายคอร์ด จากตัวอย่างที่ 5 และ 6 ในตอนแรกเราอาจจะฝึกโดยการเล่นเฉพาะสายเสียงสูงก่อน ยังไม่ต้องเล่นเบสโดยเล่นด้วยการสลับนิ้วดีดเช่นนิ้วชี้และนิ้วกลางเป็นลำดับ จนกระทั่งรู้สึกคล่องตัวได้เสียงที่ราบรื่น จากนั้นจึงลองเติมเบสสลับเข้าไปพยายามฝึกช้า ๆ ก่อนจนกระทั่งนิ้วโป้งและนิ้วชี้หรือนิ้วกลางนั้นสัมพันธ์กัน จึงค่อยเพิ่มความเร็ว
travis5.gif (4446 bytes)travis6.gif (4409 bytes)
        ต่อไปในตัวอย่างที่ 7 และ 8 ใช้โน๊ตลำดับที่ 3 ในทางนิ้วด้านเสียงสูงแทนที่จะเป็นบันไดเสียงแบบตัวอย่างที่แล้ว การฝึกก็เช่นเดิมคือฝึกแบบไม่มีเบสก่อน ในตัวอย่างที่ 7 พยายามใช้นิ้วกลางสลับนิ้วชี้ และในตัวอย่างที่ 8 ใช้นิ้วชี้สลับนิ้วกลาง ลองสังเกตนิดนึง คุณสามารถที่จะเปลี่ยนนิ้วสลับในการเล่นสายเสียงสูงหรือ 3 สายล่างได้ทุกเมื่อและใช้นิ้วใดสลับกันก็ได้ ทั้งนี้แล้วแต่ความสะดวก ถนัด และเหมาะกับโน๊ตในช่วงนั้น
travis7.gif (4802 bytes)
travis8.gif (4873 bytes)        เราลองมาฝึกเล่นเพลงของทราวิส กับเพลงแรกที่เขาอัดและขายได้เกินล้านแผ่นกับบริษัทต้นสังกัด ก็คือเพลง Smoke! Smoke! Smoke That Cigarette เพลงนี้ใช้เทคนิคที่กล่าวมาแล้วคือการเล่นสลับเบส กับการเล่นสลับนิ้วเล่นสายเสียงสูงหรือ melody ของเพลง ลองฝึกช้า ๆ ก่อนฝึกแต่ melody หรือเสียงสูงของ 3 สายล่างก่อนด้วยการสลับนิ้ว(นิ้วชี้กับนิ้วกลางหรือแล้วแต่ถนัด) เมื่อรู้สึกคล่องตัวแล้วค่อยเพิ่มทำนองเบสลงไป แล้วฝึกช้า ๆ จนจังหวะของเพลงราบรื่นดีแล้ว จากนั้นจึงเพิ่มความเร็วขึ้นได้
smoke.gif (60384 bytes)
หมายเหตุ: เครื่องหมาย B (brush) กับลูกศรลง นั้นหมายถึงการดีดขึ้นจากสายล่าง(สายเล็กสุด)ขึ้นมาด้วยนิ้วเพียงนิ้วเดียว ผ่านจำนวนสายที่กำหนดใน tab เช่น 2 สาย หรือ 3 สาย เวลาดีดขึ้นก็อาจจะใช้นิ้วชี้ดีดขึ้นที่เดียวให้โดนทั้ง 2 หรือ 3 สายดังกล่าว แต่ในเวลาเล่นจริงบางคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับจังหวะดีดนักก็อาจจะเกี่ยวสายเหมือนเกาธรรมดาดก็ได้โดยการเกี่ยวสายขึ้นด้วยนิ้วชี้กับนิ้วกลางเป็นต้น

สำหรับกรณีที่ต้องเล่น 2 สายพร้อมกัน หรือใช้นิ้วนางช่วยอีกเมื่อต้องดีดทั้ง 3 สาย (เช่นห้องสุดท้าย) ทั้งนี้แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคนบางคนอาจจะพอใจกับเสียงที่เกิดจากการเกี่ยวสายปกติ แต่บางคนอาจจะชอบแบบดีดขึ้นด้วยนิ้วเดียวก็ได้ ส่วนตัวเลขที่เห็นในวงเล็บนั้นไม่ต้องเล่นแต่นับจังหวะจากตัวก่อนหน้ามันมาให้ถึงโน๊ตในวงเล็บ










การเกาสายแบบ Travis Picking


merle_travis.jpg (8600 bytes)
เมื่อพูดถึงการเล่นกีตาร์สไตล์นิ้วหรือการเกากีตาร์ ด้วยนิ้วของเรา ต้องบอกเลยว่ารูปแบบที่มีอิทธิพลมากที่สุดรูปแบบหนึ่งนั้นได้รับมาจากสไตล์การเล่นเกาสายของ Merle Travis ซึ่งในปัจจุบันเทคนิคการเกาสายแบบนี้ยังคงปรากฎให้เห็นในเพลงของศิลปินหลาย ๆ คนต่างแนวกันไป เช่น Leo Kottke ,Jerry Reed หรือเซียนกีตาร์อย่าง Chet Atkins และ Doc Watson นอกจากนี้ในวงดนตรีประเภทโฟล์คร็อคอย่าง Fleetwood Mac ล้วนแต่ได้รับอิทธิพลจากสไตล์การเล่นกีตาร์ของ Merle ทั้งสิ้น เรามารู้จักประวัติและศึกษาเทคนิคของเขากันดีกว่าว่าเป็นยังไงถึงได้มีอิทธิพลต่อการเล่นกีตาร์นัก

        Merle Travis เกิดในปี 1917 ที่เหมืองถ่านหินชื่อ Rosewood ใน Kentucky เขาไม่เคยได้เรียนดนตรีเป็นเรื่องเป็นราวเท่าใด แต่ในช่วงที่เขาเริ่มเล่นดนตรีนั้น เขาได้รับเอาการเล่นกีตาร์ด้วยนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ของนักกีตาร์ท้องถิ่น 2 คน คือ Mose Rager และ Ike Everly คนหลังนี้เป็นพ่อของ Don และ Phil Everly แห่งวง The Everly Brothers ที่โด่งดังในยุค 50-60

        เมื่อย่างเข้าอายุ 20 เขาย้ายไปโอไฮโอ และได้ร่วมเล่นดนตรีกับหลาย ๆ คณะ หลาย ๆ วง จนต่อมาจึงได้มาเป็นนักกีตาร์เดี่ยวกับสถานีวิทยุ WLW ในซินซินาติ และที่นั่นเอง Chet Atkins ซึ่งยังเป็นเด็กวัยรุ่น ได้ฟัง Travis เล่นกีตาร์เป็นครั้งแรกจากรายการจาก WLW ในซินซินาติ ต่อมาเขาได้พบและร่วมวงกับนักแบนโจชื่อ Granpa Jones และนักดนตรีอีก 2 คนคือ Alton และ Rabon Delmore พวกเขาได้ตั้งวงดนตรีชื่อ Brown's Ferry Four ในช่วงนั้นเขาได้ออกเล่นดนตรีในชื่อต่าง ๆ และเล่นดนตรีทุกแบบตั้งแต่ Gospel จนกระทั่งดนตรีแบบบลูส์กราส (Blue Grass) และด้วยการสร้างสรรค์ของ Bill Monroe เขาก็ได้อัดแผ่นเสียงให้กับ King Record ในนามของ The Sheppard Brothers ก่อนที่จะไปเป็นทหารเรือร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาได้อัดเพลงแรกของเขาชื่อ When Musolini Laid His Piston Down

และเขาได้ออกจากกองทัพเรือเมื่อ 1944 และเริ่มกลับมาสู่อาชีพนักดนตรีใหม่ เขาไปยังลอสแองเจลลิส ซึ่งเขาได้เริ่มรับจ้างทำเพลงให้กับภาพยนต์ตะวันตก และเล่นดนตรีให้ศิลปินแนว western (หรือเพลงคาวบอย) หลายคนรวมทั้ง Gene Aury เจ้าของฉายาคาวบอยนักร้องขนานแท้ในยุคนั้น ก่อนที่จะเซ็นต์สัญญากับ Capital ในปี 1946 ในฐานะศิลปินเดี่ยว

        ในไม่นานนั้นเองเขาก็เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะนักกีตาร์ห้องอัดและนักแต่งเพลงให้กับศิลปินคันทรีทุกคนของ capital และ Tex Ritter อัดเพลงของ Travis ชื่อ Smoke Smoke That Cigarette ซึ่งเป็นแผ่นที่ขายได้เกินล้านแผ่นแรกของบริษัท และในปลายทศวรรษ 40 นี้เองเขาก็ได้กลายเป็น นักร้อง นักกีตาร์และนักแต่งเพลงแนวคันทรีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศ

        ในช่วง 20 ต่อมาก็เป็นยุคเฟื่องฟูที่สุดของเขาในอาชีพการแสดง นอกจากแต่งเพลง อัดแผ่นเสียงแล้ว เขายังได้ออกแบบกีตาร์ไฟฟ้าต้นแบบ และช่วยพัฒนาที่สั่นสาย(หรือคล้าย ๆ กับคันโยกนั่นเอง)แบบ Bigsby และเขายังได้ร่วมแสดงภาพยนต์ในเรื่อง From Here To Eternity โดยร้องเพลง Reenlisment Blues การแสดงของเขาที่ Carnigie Hall ในปี 1962 และที่ Smithsonian Institution's Festival Of American Folklife ยังสร้างชื่อเสียงให้เขามากขึ้น ในปี 1977 เขาก็ได้ถูกนำชื่อเข้าไว้ในทำเนียบเกีรติยศ (Hall Of Frame)ของดนตรีคันทรี

        ช่วงสุดท้ายของชีวิต เขาไปเล่นดนตรีอยู่ใน แนชวิลล์ ในปี 1966 ซึ่งเขายังคงคุณภาพในการแสดงและตารางอัดแผ่นเสียงที่แน่นเอียด จนกระทั่งเขาเสียชีวิต เมื่อ ตุลาคม 1983 ซึ่งจากคำบอกเล่าของภรรยาเขาปรากฎว่าเขาได้ทิ้งผลงานที่อัดใหม่ ๆ ไว้มากมายพอจะออกได้อีกหลายอัลบั้ม
travis01.jpg (13897 bytes)

สไตล์กีตาร์ของ Merle Travis
         ลักษณะเด่นของทราวิส คือการดีดเบสสลับสม่ำเสมอด้วยนิ้วโป้ง ฟังคล้ายกับการใช้มือซ้ายของการเล่น piano แบบ ragtime ซึ่งโน๊ตเบสสลับแต่ละตัวจะเล่นในจังหวะที่ 1 และ 3 โดยที่คอร์ในระดับเสียงสูงจะเล่นที่จังหวะที่ 2 และ 4 และการใช้สันมือขวาวางแตะบนสายเบสเพื่ออุดสาย (mute) เสียงเบส

        ส่วนของนิ้วที่ใช้เล่นสายเสียงสูงนั้นใช้ตั้งแต่ 1 นิ้ว (เห็นได้ชัดในดนตรีของ Doc Watson) ไปจนถึงใช้ทั้ง 3 นิ้ว (แบบที่ใช้โดย Chet Atkins) ปกติทราวิสจะตวัดเกี่ยวสายทำนองแบบยืนจังหวะของเขาด้วยนิ้วชี้ของมือขวา บางครั้งเขาจะใช้นิ้วชี้ นิ้วกลางและนิ้วนางสำหรับลูกเล่น 3 นิ้ว แต่ไม่เหมือนกับ Chet Atkins และคนอื่น ๆ (ซึ่งใช้หลายนิ้วอย่างไม่เปลี่ยนแปลง)

        ทราวิสมักจะใช้นิ้วชี้เป็นส่วนใหญ่สำหรับการเล่นโน๊ตเสียงสูง ร่วมกับการใช้ปิคนิ้วโป้งกับเล็บนิ้วชี้ สำหรับการเกาสายที่มือขวา ส่วนที่มือซ้ายนั้นมีการใช้นิ้วโป้งอ้อมมาช่วยกดเบสสาย 6 และ 5 อย่างมากซึ่งวิธีนี้ช่วยลดปัญหาในการใช้คอร์ดบาร์หรือคอร์ดทาบอย่างมากเลยทีเดียว
travis-collection.jpg (8799 bytes)